บทความ

วิธีการยื่นคำร้องและวิธีการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ

29/10/2020
186

Highlight


  • การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันมี 3 วิธี คือ ยื่นด้วยตนเอง ส่งทางไปรษณีย์ และ e-Filing
  • การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญมี 6 ขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจคำร้องและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้อง การส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา การพิจารณาคดี การแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดี การทำคำวินิจฉัยและคำสั่ง การอ่านและเผยแพร่คำวินิจฉัย

          ปัจจุบัน การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่ การเดินทางไปยื่นคำร้องด้วยตนเอง การส่งคำร้องทางไปรษณีย์ และการยื่นคำร้องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ การยื่นคำร้องแต่ละวิธีอาจมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันอยู่ ในการตัดสินใจเลือกว่าจะยื่นคำร้องด้วยวิธีใดนั้น จึงมีข้อควรพิจารณาดังนี้
          
          1. การเดินทางไปยื่นคำร้องด้วยตนเองที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (walk-in)
หลายคนมักเลือกวิธีนี้เพราะต้องการที่จะส่งเอกสารเกี่ยวกับคำร้องเองกับมือ และเผื่อว่ามีเอกสารในส่วนใดขาดตกบกพร่องก็จะได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ของศาลและดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมให้ครบถ้วนได้ทันที อย่างไรก็ดี ผู้ที่เลือกใช้วิธีนี้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลรัฐธรรมนูญ และอาจต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับการดำเนินการยื่นคำร้องจนเสร็จสิ้น ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงเปิดช่องเอาไว้ว่า คู่กรณีอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นดำเนินการยื่นคำร้องแทนตนได้
          
          2. การยื่นคำร้องโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน (registered mail)
วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีภูมิลำเนาห่างไกลจากศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้บางคนอาจจะอยู่ในวิสัยที่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองได้แต่ไม่สะดวกที่จะเดินทางมายังศาล ก็สามารถส่งคำร้องมาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้ โดยจ่าหน้าซองถึง “สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210” อย่างไรก็ดี ผู้ที่ยื่นคำร้องวิธีนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการส่งไปรษณีย์เช่นกัน แต่อย่างน้อยก็ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาล

          3. การยื่นคำร้องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ก็คือ การยื่นโดยส่งทาง “ระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งวิธีนี้นับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่คู่กรณีโดยเฉพาะผู้ร้องอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระของผู้ร้องที่ไม่ต้องเดินทางมาศาลแล้ว ผู้ที่ยื่นคำร้องทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ต้องจัดทำสำเนาคำร้อง และเอกสารประกอบคำร้องที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลอีก ต่างจากการยื่นคำร้องด้วยตนเองหรือการส่งทางไปรษณีย์ที่ต้องส่งทั้งต้นฉบับเอกสารพร้อมสำเนาที่รับรองความถูกต้องจำนวน 9 ชุดด้วย
          อนึ่ง การยื่นคำร้องต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะรับคำร้องไว้พิจารณาได้ โดยกรณีที่เป็นการยื่นคำร้องด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นยื่นแทนไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าส่งทางไปรษณีย์กฎหมายให้ถือ “วันที่ไปรษณีย์ลงทะเบียนรับ” เป็นวันที่ยื่นคำร้องต่อศาล ส่วนการส่งทางระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่า “วันที่ข้อมูลเข้าสู่ระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์” เป็นวันที่ยื่นคำร้อง แต่ถ้าส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบนอกเวลาทำการ (08.30-16.30น.) กฎหมายให้ถือว่ายื่นต่อศาลในวันทำการถัดไป

          เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาคดีซึ่งมีอยู่ 6 ขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้

          1. การตรวจคำร้องและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้อง ในขั้นตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะแต่งตั้งตุลาการไม่น้อยกว่า 3 คน เป็นผู้พิจารณาก็ได้ เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็จะส่งเรื่องให้คณะตุลาการดังกล่าวภายใน 2 วันนับแต่วันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง โดยคณะตุลาการดังกล่าวจะต้องตรวจและมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
          
          2. การส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในคดีที่มีผู้ถูกร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ก็จะมีการส่งสำเนาคำร้องไปให้ผู้ถูกร้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หากผู้ถูกร้องไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมาภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็จะถือว่าผู้ถูกร้องไม่ติดใจที่จะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลก็จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

          3. การพิจารณาคดี เป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งขั้นตอนหนึ่ง โดยการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้นใช้ระบบไต่สวน ซึ่งการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีไม่ใช่บทบาทของคู่กรณีเท่านั้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถลงไปค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลรัฐธรรมนูญอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้

          4. การแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดี คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร้องขอให้มีการแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดีของตนได้ตามที่ศาลเห็นสมควรและภายในเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ การแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดีของคู่กรณีต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่ศาลเห็นสมควรให้กระทำด้วยวาจา โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการแถลงการณ์ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญ

          5. การทำคำวินิจฉัยและคำสั่ง เป็นขั้นตอนซึ่งตุลาการที่เป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม และให้ที่ประชุมหารือร่วมกันแล้วจึงลงมติ ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของตุลาการทุกคนที่ต้องร่วมทำคำวินิจฉัย เว้นแต่มีเหตุถูกคัดค้านหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยตุลาการแต่ละคนต้องทำความเห็นส่วนตนโดยสังเขปนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะตามข้อกำหนดของศาลด้วย
อนึ่ง องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการทำคำวินิจฉัยต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 7 คน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ดี ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ศาลปรึกษาหารือกันจนกว่าจะได้ข้อยุติ

          6. การอ่านและเผยแพร่คำวินิจฉัย เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลในวันอ่าน และกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยที่มีคู่กรณี ถ้าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย แล้วแต่กรณี ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ให้ศาลบันทึกไว้และถือว่าคำวินิจฉัยได้อ่านโดยชอบแล้ว กรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคดีที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยแก่ผู้ร้อง และให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน ทั้งนี้ จะต้องประกาศคำวินิจฉัยในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย
 
Back to top